Monday, June 13, 2011

French Toast

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เราไม่ใช่กูรูหรือว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารแต่อย่างใด เวลาทำอาหารส่วนใหญ่ก็จะอาศัยความคุ้นเคย จำมั่งไม่จำมั่งไปตามเรื่อง เมนูนี้ทำกินบ่อยมากก เพราะมันไม่ยาก และก็ใช้เวลาไม่นาน ที่จริงได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ญี่ปุ่นเรื่อง Buzzer Beat ที่พระเอกทำเฟรนช์โทสให้นางเอกกิน มีอยู่วันนึงเกิดนึกอยากลองทำ เลยหาสูตรเอาตามเว็บไซท์ มั่วนิดมั่วหน่อย ก็ได้ออกมาเป็นขนมปังสีเหลืองน่าตาน่าทานมาก (แต่รสชาติก็ว่ากันอีกเรื่อง ฮ่าๆๆ) มัวแต่โม้ ฮ่าๆๆ มาเตรียมอุปกรณ์ก่อนเลยดีก่า

อุปกรณ์:

  • เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า เตาถ่าน เตาอะไรก็ได้ที่มันให้ความร้อนได้
  • กระทะ (จะเป็นเทปล่อน ไม่ล่อน หรือว่ากระทะที่เป็นหลุมๆ ที่เอาไว้ผัดผักบุ้งไฟแดงก็ใช้ได้ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย)
  • ตะหลิว
  • ชาม จานก้นลึก หรือภาชนะอะไรก็ได้ที่จะเอาแผ่นขนมปังลงไปชุบได้
  • ถ้วยตวง (หรือถ้าวิชาคาดคะเนเป็นเลิศ อันนี้ไม่ต้องมีก็ได้)
สูตรที่จะนำเสนอวันนี้เป็นสูตรสำหรับทานคนเดียว เปล่าเปลี่ยวหัวใจ ฮ่าๆ ถ้าใครมีญาติพี่น้อง แฟน กิ๊ก พ่อตา แม่ยาย หรือใครก็ตามที่อยากจะทำให้ทาน ก็คูณๆ เพิ่มเอานะจ๊ะ ^^ อ่อ ละก็อันนี้เหมาะกับขนมปังทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด จะฟาร์มเฮาส์ เอพลัส หรืออะไรก็ตาม ที่มันไม่หนามา ใช้สูตรนี้โอเคเลยจ้าา แต่ถ้าเป็นขนมปังหนาๆ ที่เค้าเอาไว้ปิ้งย่าง จะต้องเพิ่มส่วนผสมอีกนิดหน่อย ลองมั่วๆ เอง หรือว่าจะถามกันทีหลังก็ได้จ้าา

ส่วนผสม(สำหรับทาน 1 คน):
  • ขนมปัง 2 ชิ้น (ตัดขอบหรือไม่ตัดก็ได้จ่ะ แค่ว่าอันที่ตัดอาจจะดูมีราคา มีสกุลรุนช่องมากกว่าหน่อย)
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • นมสด (เอารสจืดนะจ๊ะ) 25 ml.
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา หรือน้อยกว่านั้น
  • cinnamon/อบเชย (ใส่เพิ่มรสชาตินิดหน่อย แต่ถ้ากินไม่เป็น หาซื้อไม่ได้ ก็ไม่ต้องใส่จ้าา)
  • เนยจืด/ เนยเค็ม/ น้ำมันพืช
เตรียมส่วนผสมเสร็จแล้วก็มาลงมือกันเลยค่าาา
  1. ตอกไข่ใส่ภาชนะ ใส่น้ำตาล เกลือ cinnamon(ถ้ามี) ลงไป ผสมให้เข้ากัน
  2. เติมนมสดลงไป ผสมให้เข้ากัน
  3. เตรียมตั้งกระทะ ไฟอ่อนๆ ใส่เนย หรือน้ำมันลงไป(เนย น้ำมันไม่ต้องเยอะนะจ๊ะ, ไฟต้องอ่อนถึงจะได้ขนมปังที่สวยน่าทาน มีสกุลรุนชาตินะจ๊ะ)
  4. จุ่มขนมปังลงในชามไข่ที่เราผสมไว้ ให้ส่วนผสมซึมเข้าไป ทั้งสองด้าน จะได้อร่อยๆ แต่ต้องระวังอย่าให้นานเกินไป ไม่งั้นมันอาจจะเปื่อยอยู่ในชาม ต้องเอาไปทำไข่กวนแทน อิอิ
  5. กระทะเริ่มร้อน เราก็เอาขนมปังที่จุ่มส่วนผสมแล้ว ลงกระทะเลยจ้า
  6. ดูว่าด้านบนเริ่มแห้ง ด้านล่าง เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ก็กลับด้าน
  7. กลับด้านไปมา จนทั้งสองด้านมีสีเหลืองน่าทาน
  8. ทำวนซ้ำเดิม จนครบจำนวนคนทาน ^^
  9. ถ้ามีเศษไข่ติดกระทะ ให้เอากระดาษทิชชูที่หนาๆ เช็ดออก เวลาเราทอดอันต่อไป จะได้ไม่ติดเศษดำๆ มา เด๋วไม่น่าทานจ้าา
เสร็จแล้วเท่านี้ อิอิ ไม่ยากเลยใช่ป่ะคะ ^^ ลองทำแล้วได้ความว่าไง บอกกันบ้างเน้อ ^^

FaH

Tuesday, January 4, 2011

Skiing @ Inawashiro

aห่างหายจากการอัพบล๊อคไปสองเดือน กลับมาก็ต้องขอ สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ทุกคนก่อนจ้าาา มีความสุขกันมากๆๆ น้าาา เริ่มต้นกับสิ่งดีดี โชคดีตลอดปีค่าาา 明けまして おめでとう。 今年もよろしくね。 สวัสดีปีใหม่แบบภาษาญี่ปุ่นค่ะ คนญี่ปุ่นก็จะพูด โยโรชิกุกันตลอด ซับไตเติลแบบไทย แปลเอาไว้ว่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ อันที่จริงก็ไม่ได้ตรงหมดซะทีเดียว แต่ก็อารมณ์ประมาณนั้นมั๊ง อิอิ

มาถึงเรื่องสกีกันบ้างดีก่า นี่ก็เปนครั้งแรกที่ได้ไปเล่นสกี ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัว จริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากไปมาก คือแบบ ทุกคนไปก็ไป ไปสนุกกัน บวกกับโทโมะก็ชอบเล่นสกีมาก ก็เลยอ่ะ ไปก็ไป สมาชิกร่วมทริปก็ไล่กันไม่ถูก ไม่รู้ใครเป็นใคร ตอนแรกลงชื่อไว้ 36 คน แต่โชคไม่ดี เป็นไข้ไปสามคน เลยเหลือสมาชิกเบ็ดเสร็จ 33 คน (เยอะม๊ากก) สถานที่ที่เราไปคือ Inawashiro 猪苗代 อยู่ที่จังหวัด Fukushima 福島 ทริปนี้จ่ายกันไปคนละ 7600 เยน เป็นค่ารถบัสไปกลับ ระหว่าง Shinjuku 新宿 กับ Inawashiro 猪苗代 และก็ค่าเช่าอุปกรณ์คือ สกี รองเท้า และก็ชุด ส่วนใครที่อยากเช่าหมวก แว่นกันแดด แระก็ถุงมือ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอย่างละ สามร้อยเยน แต่ของเราพอดีมีอยู่แล้วเรยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ^^


รถบัสออกจากชินจุกุ สี่ทุ่มห้าสิบ เดินทางไปถึง อินาวาชิโระ ประมาณ เกือบๆ เจ็ดโมงเช้า ตอนไปถึงพอลงจากรถ บรรยากาศเปลี่ยนไปทันตา พื้นเป็นหิมะ มองออกไปข้างนอกก็เป็นภูเขา มีก้อนเมฆหนาตามาก อารมณ์แบบ เหมือนตอนไปฟูจิซัง ฮ่าๆๆ คิดแล้วก็อยากไปอีก แต่ไม่อยากปีน หุหุ .... หลังจากนั้น ก็เดินไปพักผ่อนกันที่ service area เค้าก็จัดพื้นที่ชั้นสามเอาไว้ให้พวกเรา เนื่องจากคนไปกันเยอะมากกก ฮ่าๆ ที่ชั้นสามเค้าก็เตรียมรองเท้าแปะชื่อเอาไว้ให้เราเรียบร้อย ของเราพอเอามาลองใส่ ปรากฏว่ายัดไม่เข้า ฮ่าๆๆ ต้องเอาไปเปลี่ยนให้มันใหญ่กว่าเดิมหน่อยนึง หลังจากนั้นก็ไปเปลี่ยนชุดกัน ได้สีชมพูหวานแหววมา น่ารักมาก (หมายถึงชุดนะ อิอิ)

พอเปลี่ยนชุดอะไรกันเสด ประมาณเก้าโมงเช้า ก็ต้องลงไปข้างล่างไปเอาสกี แระก็จะได้เริ่มเล่น ตอนลงเค้าก็มีลิฟให้ลง แต่เราก็แบบอยากซ้อมเดินกะรองเท้า ปรากฎกว่านานมากกว่าจะลงไปถึง ฮ่าๆ อีเพื่อนคนข้างล่างมันบอกว่าเราเดินเหมือนคนแก่ อายุมากแร้ววว ชิ ก็มันเดินลำบากนี่นาาา T^T อ่อ ลืมบอกไป ในทริปนี้คือเลือกเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดก็ได้ แล่วแต่ชอบ แต่เราก่าเพื่อนก็เลือกสกี สโนว์บอร์ด โทโมะบอกอันตราย ไม่อยากให้เล่น แต่เจ้าตัวก็เล่น ฮ่าๆ

พอไปรับสกี เช็คไซส์เท้าอะไรกันเรียบร้อยก็ได้เวลาออกไปเล่น น้ำแข็งก็ลื่นมาก แค่ลองเดินบนน้ำแข็งก็ไม่อยากเล่นละ กั๊วกัวว ฮ่าๆ เราก่าเพื่อนเราก็ได้ครูมาสอน เป็นโทโมะก่าคนดูเลหอ มาประกบคู่เด็กไทย ฮ่าๆๆ เค้าก็สอนให้เดินขึ้น ให้เบรดอะไรอย่างงี้ แรกๆ เราก็เบรกไม่ค่อยอยู่ ล้มคว่ำไปหลายรอบ แต่ก็ฮาดี ฮ่าๆๆ ตอนล้มไม่เจ็บเลยนะ แต่ลุกเองไม่ได้ เพราะสกีมันยาวมากก ล้มจนหมดแรง 55

แต่ด้วยความพยายามทั้งหมดทั้งปวงของคนสอน ในที่สุดก็พอเล่นได้บ้าง จนคนสอนเริ่มวางใจ ก็เลยพานั่งลิฟสกี (เป็นกระเช้าเก้าอี้) ขึ้นไปข้างบน เพื่อจะได้เล่นไหลๆ ลงมาข้างล่าง ตอนขึ้นไปก็วิวสวยดี แต่ตอนลงจากลิฟมันต้องสกีลง เบรกไม่อยู่ก็๋เลยล้มหน้าคว่ำ ฮ่าๆ แถมยังมีตาลุงมาไล่หลังอีก ไม่งั้นคนข้างหลังที่ตามมาจะชนเอา เอิ๊กกก ลำบากแท้

พอลุกขึ้นได้ ก็ถึงคราวต้องเล่นจริงละ ตอนนี้ก็มีกันสี่คนเหมือนเดิม คือเรา โทโมะ ปอย และก็คนดูแลหอ ก็ค่อยๆ ไถลๆ ลงกันไปแบบทุลักทุเล ฮ่าๆ พอไถลๆ เร็วๆ ทีนึง ก็แหกปากร้องลั่นภูเขา ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็ลงมาข้างล่างได้แบบทุลักทุเล ผ่านไปหนึ่งรอบ โทโมะก็ชวนขึ้นไปอีกรอบนึง คราวนี้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นหน่อยนึง ก็เริ่มเบรกเองได้ ถึงจะแหกปากอยู่ก็ตาม เค้าก็สอนเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไอ่เราก็เลี้ยวได้แต่ทางขวา สุดท้ายเลยพุ่งเข้าไปในตาข่ายที่เค้ากั้นเอาไว้สอนเด็ก ฮ่าๆๆ พยายามจะออกมา ก็ออกไม่ได้สุดท้ายก็เลยต้องพึ่งคนช่วย ฮ่าๆๆ น่าสงสารแท้ ต้องมาติดอยู่กับเรา แฮ่ๆ ^^"

จบไปสองรอบ ขอพักทำใจก่อน ไม่ไหวและ เจ็บขาไปหมด ประกอบกับตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยง ก็เลยไปกินข้าวกัน ไอ่เราก็อยากกินทั้งราเมน และก็ข้าวแกงกระหรี่ สุดท้ายก็เลยซื้อ ราเมน จัดเซทกับมินิทงคัตสึ แล้วก็ข้าวแกงกระหรี่มากินกันสองคน ไม่รูู้ว่าเพราะหิวหรืออะไร แต่ว่าแกงกระหรี่ อร่อยมากกกก เสียดายลืมถ่ายรูปมาให้ดู กินข้าวกันเสด โทโมะก็ขอไปเล่นที่ชั้นสูงๆ ไอ่เราก็อยากจะตามไปดูแต่ไม่มีปันยา ขึ้นไปได้ แต่เค้าไม่ให้นั่งลิฟลง จะไปสกีลงก็กลัวจะตกมาตาย สุดท้ายก็เลยขอพักผ่อนอยู่กับเพื่อนปอยที่ service area แระก็ฝากกล้องให้ไปถ่ายรูปมาให้ดู หุหุ พอพักผ่อนกันจนได้เวลาก็เลยชวนกันไปเล่นอีกรอบ แบบว่าไหนๆ ก็เสียเงินมาละ ขอเล่นให้คุ้มๆ หน่อย ฮ่าๆ ตอนไปขึ้นลิฟ ลำบากกว่าตอนเช้ามาก เพราะว่าคนเยอะขึ้น ก็มาคนข้างหลังมากดดันเวลาใส่รองเท้า แถมหิมะก็ลื่นกว่าตอนเช้ามากมาย พอใส่ได้ข้างนึงจะใส่อีกข้าง มันก็จะพุ่งไปข้างหน้า เป็นอะไรที่ทุลักทุเลมากก เราก่าปอยก็เลยยกให้อันนี้เป็น 1 mission ในการเล่นสกี ฮ่าๆ การใส่รองเท้าต่อแถวขึ้นลิฟ ลำบากกว่าไหลลงมาอีก ฮ่าๆๆ mission 1 : complete พอขึ้นลิฟไป ก็มีเวลาทำใจก่อนจะไปสเตทลองคือ ไถลลงจากลิฟ เพราะจะมีตาลุงมากดดันถ้าเราล้มจ๊องอยู่เกะกะคนข้างหลัง ไอ่เราก็ตามเคย เบรกไม่อยู่ล้มหน้าคว่ำ ต้องเอาก้นไถๆ ไปหลบทางชาวบ้านเค้า ฮ่าๆๆ mission 2 : fail พอตั้งสติได้ใหม่ ก็ได้ฤกษ์ไถลลง รอบนี้ไม่ล้ม ลงมาถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย ทันเวลาที่ได้เห็นเพื่อนปอยสกีแบบนั่งลงมาถึงพื้นแบบก้นบอบช้ำ ฮ่าๆๆ

รอบที่สามจบไปก็พักกันตามเคย เพื่อนปอยโรคประจำตัวกำเริบ ขอไปเข้าห้องน้ำ ไอ่เราก็นั่งรออยู่ แต่ชีแกหายไปนานมาก จนนึกว่ากลับไปแล้ว ไอ่เราก็นั่งรอจนก้นชา เพราะนั่งบนน้ำแข็ง ฮ่าๆ ซักพักใหญ่ๆ ชีแกก็กลับมา แระก็พอดีเจอก่าเพื่อนอีกคน แระก็โทโมะซึ่งตอนนี้เปลี่ยนไปเล่นสโนว์บอร์ดแล้ว ก็เลยบอกว่าให้เล่นให้ดูหน่อย เด๋วจะรอถ่ายวีดีโออยู่ข้างล่าง สองคนก็หายไปนานมาก กว่าจะลงมา โทโมะก็เล่นท่าอะไรมากมาย ฮ่าๆ แต่มาล้มตอนใกล้ๆ จะถึงข้างล่าง ฮ่าๆๆ เสียฟอร์มหมด

ซักพัก โทโมะเราก่าเพื่อนก็ขอตัวไปเล่นกันต่อ เราก่าปอยก็คิดว่า ได้เวลาละที่เราจะต้องไปเล่นกันบ้าง รอบสุดท้ายละกันนะ ไม่ไหวแล้ว เจ็บตัวไปหมด รอบสุดท้ายนี้ ตายตั้งแต่ มิชชั่นแรก ใช้เวลาไปนานมาก ปอยก็ยืนคอยลุ้นว่าเมื่อไหร่จะใส่ได้ ฮ่าๆๆ แต่มิชชั่นสอง ผ่าน หุหุ สามารถยืนได้โดยไม่เกะกะทางชาวบ้าน หุหุ แต่มิชชั่นสามนี่ตกม้าตาย ชะล่าใจ ก็เลยล้มคว่ำอยู่ตรงเนินก่อนสุดท้าย คิดว่าจะลุกเองได้ แต่ก็จนปัญญา เพื่อนปอยก็ชนกับชาวบ้านที่เล่นสโนว์บอร์ด ต้องเรียกว่าตายหมู่ ฮ่าๆๆ ยังดีที่มีเพื่อนผ่านมาเห็น เลยช่วยเอาไว้ ไม่งั้น ตอนตายอยู่ตรงนั้นแน่ๆ ฮ่าๆๆ สุดท้ายก็เลยลงมาถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย เฮ้ออออ โล่งอก ^^

หลังจากนั้นก็พักผ่อน เปลี่ยนชุด เตรียมตัวกลับ ตอนกลับก็หลับบ้างไม่หลับบ้าง ฮ่าๆ แต่ตอนนั้นรู้สึกร่างกายอ่อนล้ามาก กลับมาถึงหอ ประมาณ ห้าทุ่ม อาบน้ำ นวดแขน นวดขา แระก็นอน หมดเรี่ยวหมดแรง วันนี้ตื่นมา กลายเป็นเดี้ยงไปเลย ขยับตัวทีนึงแทบแย่ ฮ่าๆ แต่ก็สนุกดี ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้ไปกันอีกนะ ^^


ขอขอบคุณ - all thanks
Tomoya - Thanks for everything not only this trip,, thanks for support me all the time,, gave me the brave ,, i felt safe all the time i stay with you,, finally i think i can play ski (a little bit ....ha ha ^^)
Iriya-san - Thanks for helping me when i was playing ski and took care of me during the trip.
ปอย - สำหรับการผ่าฟันภารกิจ 1 วันไปด้วยกัน ยิ้ม หัวเราะ ล้ม แล้วก็เจ็บด้วยกัน แทงกิ้วหลายๆ
สุดท้าย ขอบคุณตัวเองที่กล้าขึ้นมาอีกนิด ฮ่าๆๆ ^_^

ลากันไปก่อน สวัสดีปีกระต่ายค่าาา

Monday, November 29, 2010

4 Months left,,, with my dream

ไม่ได้มาเขียนบล๊อคนานเป็นชาติแร้ววว ฝุ่นจับ แมงมุมเกาะ ฮ่าๆ เพื่อนๆ ยังจำกันได้อยู่ไหมค๊าา

กะลังจาเข้าสู่เดือนธันวาคมแระ อีกแค่ไม่กี่วันเนอะ >< ช่วงนี้อากาศหนาว แระเค้าบอกว่าจะหนาวมากไปอีก โหยยแค่คิดก็หนาวแร้ว ฮ่าๆ เมื่อเช้าที่หอมี information เกี่ยวกับการส่งของกลับประเทศก่อนที่จะกลับจริงมาแปะ พออ่านแล้วก็คิด โหยย ทำไมเอามาแปะไวจัง เหลืออีกตั้ง 4 เดือน T^T แล้วคนดูแลหอก็มาพูดใส่หูว่า เนี่ย เหลืออีกแค่ไม่ถึงสี่เดือนแล้วนะ ก็ต้องกลับไทยแล้ววว T^T แงะๆ ใจร้ายจัง

ตอนนี้ถามว่าคิดถึงบ้านไหมก็มีบ้างนะ คิดถึงผลไม้เมืองไทย ฮ่าๆๆ แต่อยู่ที่นี่มันก็สนุกดี มีอะไรให้ทำเยอะแยะ ด้วยความที่มันไม่ใช่บ้านเมืองที่เราคุ้นเคย ก็เลยมีอะไรให้เรียนรู้เยอะแยะมากมาย ประกอบกับผู้คนก็ไม่ได้เหมือนคนในบ้านเรา ก็เลยแปลกๆ ปนๆ กับสนุก ฮ่าๆๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมาเขียนแบบนี้ ซึ่งอันที่จริงควรจะเขียนตั้งแต่ห้า หก เดือนที่แล้ว ฮ่าๆๆๆ

ช่วงนี้ฤดูใบไม้ร่วง ก็ร่วงกันจริงอะไรจริง วันนี้ลมก็แร๊งแรง ปั่นจักรยานแทบไม่ได้ ก็รู้ว่าฤดูใบไม้ร่วง แต่ร่วงซะจนมองไม่เห็นถนนอยุ่แล้วเนี่ยยย เยอะไปไหมค๊าาาา ^^ ลืมบอกไปฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า Aki เหมือนจะเป็นฤดูที่เค้าบอกว่าอากาศดีที่สุดแล้ว ไอ่ดีมันก็ดีนะ(เป็นบางวัน) บางวันก็หนาวว บางวันก็ฝนตกหนัก ทำให้หนาวหนักเข้าไปใหญ่ บางวันก็ร้อน บางวันก็หนวกหู (อ้าว อันนี้ไม่เกี่ยวกับอากาศ ฮ่าๆ) ที่หอกะลังปรับปรุงอยู่ตอนนี้ ทาสีใหม่ทั้งอาคาร พี่แกเตรียมการยังกับจะทำตึกใหม่ เอาผ้าใบคลุมมันทั้งตึก แล้วก็ปลุกกันได้ทุกเช้า T^T นอนไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ได้ ฮ่าๆๆ บล๊อคนี้บ่นเยอะจังเนอะ

มาว่ากันเรื่องชาวญี่ปุ่นบ้างดีกว่า ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ทุกคนต้องแห่กันไปดูใบไม้แดง เค้าเรียกกันแต่ๆ ว่า โคโย こうよう เป็นการไปดูใบโมมิจิเปลี่ยนสี เราก็ไปมาเหมือนกัน ดูมันจนเวียนหัว อันที่จริงมันก็เปลี่ยนสีทั้งญี่ปุ่น ในมหาลัยก็ดูได้เหมือนกัน เอิ๊กก แห่ไปซะไกล >< แระก็อากาศจะเริ่มหนาวหน่อยๆ ทุกคนก็จะแห่กันเป็นหวัด (ไม่เกี่ยวๆ) อาหารที่ฮอตฮิตในฤดูนี้ก็ไม่พ้นของร้อนๆ ที่เป็นซุป เช่น นาเบะ
อารมณ์คล้ายๆ สุกี้ แต่น้ำซุปจะไม่เหมือนกับสุกี้บ้านเรา, โอเด้ง จะเป็นต้มๆ พวกลูกชิ้นต่างๆ ชิคุวะ แระก็หัวไชเท้า แระก็อันสุดท้ายที่จะแนะนำ อร่อยจิงๆ บุรีไดคอน คือปลาต้มหัวไชเท้า >< ปลาบุรี หรือปลาสำลีญี่ปุ่น เค้าบอกว่าหน้าหนาวจะอร่อยที่สุด หัวไชเท้าก็เหมือนกัน เห็นเซนเซบอกว่า คนญี่ปุ่นกินกันทุกคน ฮ่าๆๆ คนไทยก็กินค่าา มันถูกก อิอิ

พอแระ เด๋วกลับไป จะเม้าให้หายคิดถึง อิอิอิ คิดถึงน้าค๊าทุกคน >

บั๊บบาย

Sunday, July 25, 2010

Fuji-san

ฮาโหลเพื่อนๆ

ช่วงนี้เหนื่อยเหน็ด เหน็ดเหนื่อย เรยไม่ค่อยได้มาอัพเดทเรื่องราว แต่ว่าเขียนมาก็ไม่ค่อยมีคนเม้น(น้อยจัยยยย) 55+ แต่ก็ขอหน้าด้านมาเขียนละกัน เผื่อว่าสอบเสร็จแล้วเพื่อนๆ จะสนใจเค้าบ้างอะไรบ้าง ฮ่าๆๆๆ

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว 16 กรกฎา เพื่อนๆ ที่หอก็จัดทริปไปปีนฟูจิกัน ช่วงนั้นงานเยอะมาก ก็เลยไม่ได้สนใจที่เค้าแนะนำว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง เพิ่งตื่นตัววันพฤหัสตอนประมาณสองทุ่ม ฮ่าๆๆ สุดท้ายก็ซื้อไปแค่ของกิน กับน้ำ แล้วก็เสื้อกันฝน ฮ่าๆๆ เนื่องจากว่าทริปของเราค่อนข้างทรหดอดทนมาก วันศุกร์นี่ก็มีเรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้า ยันสี่โมง แถมสอบอีกตะหาก ด้วยความที่มัวแต่ตื่นเต้นกับการไปฟูจิ เลยไม่ได้อ่านหนังสือสอบ ห้าๆๆ เยี่ยม พอตกเย็นออกไปซื้อของอีกนิดหน่อย เค้านัดรวมตัวทุ่มนึงที่หอ เดินไปป้ายรถเมล์อีกสิบห้านาที ยืนรอรถเมล์อีก เปนชม.ได้มั๊ง รถเมล์แม่มเลท มาถึงนี่คนขับรถขอโทษแล้วขอโทษอีก ฮ่าๆ ก่อนไป รุ่นพี่ก็ไปเนี่ย นอนในรถนะแก เด๋วไม่มีแรง ไอ่เราก็ตั้งอกตั้งใจนอน แต่อีคนข้างหลังเนี่ย คนต่างชาติ คุยเสียงดังม
าก จะไม่ให้กุนอนใช่ไหมๆๆๆๆ ถ้ากุปีนไม่ไหวนะ (กุตายยยย) สุดท้ายก็....ไม่ได้นอน เห่ยยยยยย ไปถึงชั้นห้าของฟูจิ ตอนประมาณสี่ทุ่ม ลืมบอกไป การปีนฟูจิเนี่ย เค้ามีเส้นทางอยู่ อันที่จริงปีนได้ตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ถึงชั้นสิบ แต่คนก็นิยมนั่งรถไปถึงชั้นห้ากัน แล้วก็ปีนไปชั้นสิบ (แค่นั้นก็แย่แร้วว)

เริ่มออกเดินทาง กลุ่มเราก็มีพี่โอ๋ ปอย ฟ้า กาลู(คนอินโด) แล้วก็คนญี่ปุ่นอีกสองคน(ฮิโรกิ กับ เรียวตะ) แระก็ออกเปนกลุ่มสุดท้ายด้วย (ลืมคิดไปว่า น่าจะไปแรกๆ เพราะยังไงก็ถึงสุดท้ายอยู่ดี ฮ่าๆ) แรกๆ ทางก็ธรรมดาๆ ไม่ชันไม่อะไร แต่แอบงง มาถึงก็ให้กุเดินลงเลย บ่นก่าพี่โอ๋ อ้าวพี่ ทำไมเดินลง รึว่าเราต้องไปชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยปีนไปชั้นสิบ ฮ่าๆๆ ก็ยังสนุกสนาน ไม่มีอะไร พอซักพัก เริ่มเหนถึงความยากลำบาก กว่าจะไปถึงชั้นหก เหนื่อยซะๆๆๆๆ ตอนนั้นหันกลับไปมองข้างหลัง วิวเมืองสวยมากเลย เห็นเรียวตะบอกว่า รู้สึกจะเป็นโตเกียว แบบมีแสงไฟระยิบระยับเต็มไปหมด ดีจังๆๆ

จากชั้นหก พักแปบนึงแระก็เดินต่อ ลืมเล่าๆ ตอนเดินนี่ทางจะมีโซ่ทำเปนทางไว้ให้ แต่ไม่ใช่ว่าจับโซ่เดินได้นะ มันแค่กั้นให้รู้ทาง ส่วนเดินยังไง พิกัดไหน ต้องเอาไฟส่องเอง T^T ตั้งแต่ชั้นหกนี่อย่าไปคิดเรื่องหันไปมองข้างหลัง กัวมากก ไม่กล้าเลย ฮ่าๆๆ ก็เดินกันไปเรื่อยๆ พอเริ่มสูงก็เริ่มชันเรื่อยๆ บางอันเปนหินๆ ก็ต้องปีนข้างอะไรบ้าง กัวมาก กัวจะไม่รอดกลับไป มันมืดๆ หมด ก็เลยกัว ไม่รู้มันอะไร จะเดินตกเขาตายตอนไหนก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆๆ

เค้าบอกพระอาทิตย์จะขึ้นตอนตีสี่ เป้าหมายของเราก็คือไปถึงยอดให้ทันตีสี่ แต่ประทานโทษ ตีหนึ่งกว่าๆ ยังอยู่ชั้นแปด แล้วเพื่อนบอกจากชั้นแปดไปเก้านี่ ไทเฮนสุดๆ (ไทเฮนแปลว่า hard ภาษาไทยก็ลำบากตรากตรำนั่นแล) ในที่สุดเราก็ไปถึงงงงงงง.... ชั้นเก้า ตอนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ฮ่าๆๆ ยังดีที่ไม่ได้อยู่ระหว่างทาง เพราะเวลาจะหันหลังนี่น่ากัวเกิน ฮ่าๆๆๆ นั่งกันอยู่ที่ชั้นเก้านานมาก กินลมชมวิว แบบตอนนั้นที่พระอาทิตย์ขึ้น เป็นอะไรที่สวยมาก ไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยขนาดนี้มาก่อนเลย แบบมีสีแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า สวยสุดๆๆๆๆ


พอเริ่มมีแรงก็เดินต่อ จากชั้นเก้าไปถึงยอด ทางตรงนี้ดูไม่น่ากัว แต่น่ากัว - -" อารมณ์แบบหินภูเขาไฟก้อนเล็กๆ ก้าวไปครึ่งเมตร ถอยมาครึ่งฟุต อะไรประมาณนั้น เสียวชะมัด ฮ่าๆๆๆ แต่ในที่สุดเราก็ไปถึงยอดตอน หกโมงเช้า ฮ่าๆๆ ชาวบ้านเค้านอนหลับไปสามตื่นแล้ว 55+ อากาศข้างบนนั้น แบบหนาวๆ ร้อนๆ แดดออกเปรี้ยงปร้าง แต่รู้สึกดีจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องฟ้า สวยมาก เป็นท้องฟ้าชั้นสูง ต้องปีนเขามาก่อน แปดชม. ถึงจะมีบุญได้เห็น ฮ่าๆๆๆ



แต่ตรงที่เราไปถึงมันยังไม่เปนยอดสูงสุด เพราะฟูจิเป็นภูเขาไฟ ก็เหมือนเรามาถึงฝั่งนึงของปากปล่อง แต่อีฝั่งสูงสุด มันอยู่อีกข้าง ต้องเดินไปอีก ถึงตอนนั้นเพื่อนก็ยุ ไปเหอะๆๆๆ แต่กุขออนุญาตบ๊ายบายค่ะ มาถึงแค่นี้ก็พอใจมากแล้วววว ฮ่าๆๆ ตรงนั้นมีหิมะด้วย รองเท้าไม่เหมาะเท่าไหร่ กัวลื่นตกลงไปตายในปล่องภูเขาไฟซะก่อน 55

พักกันหายเหนื่อยก็เดินลง อีตอนเดินลง เค้าก็บอกกันนะว่าน่ากัวกว่าตอนขึ้น มันน่ากัวกว่าจริงๆ แหละ เหมือนเอารถแมคโครมาไถข้างๆ ภูเขาให้เป็นทาง แล้วก็ให้กุสไลด์ลงไป อะไรทำนองนั้น ฮ่าๆ ทางเป็นหินก้อนเล็กๆ ลื่นๆ คราวนี้ ก้าวไปครึ่งเมตร แม่งพุ่งไปอีกครึ่งเมตร ฮ่าๆๆ แล้วทางก็จะแบบเป็นซิกแซกไปมา ถ้าใครวิ่งๆ ลงมา ถ้าเลยโค้งไป ก็ตกเขาตายแน่นอน แถมตอนลงมันกลางวัน เห็นหมดเลยอะไรเป็นอะไร ภูเขาสูงแค่ไหน ข้างล่างเป็นอะไร แล้วมีอยู่ตอนนึงเมฆมันคลุมข้างล่างอยู่ ความรู้สึกก็เหมือนแบบ กุต้องเดินแบบนี้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ใช่ไหมๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ แต่รู้สึกดีมาก ตอนเดินผ่านเมฆ คิมูจิสุดๆๆๆๆๆ (คิมูจิแปลว่า รู้สึกดี)

ในที่สุดเราก็ลงมาถึงขั้นห้า เวลา เกือบบ่ายสอง กลุ่มสุดท้ายอีกเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ พอขึ้นรถก็เหมือนเดิม ง่วงจะตายห่า แต่หลับไม่ลง 55 สรุปก็เลยตื่นทั้งหมด 36 ชั่วโมง สุดยอดจิงๆ ฮ่าๆๆๆ

ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือในการลากหมูขึ้นเขาเป็นอย่างดี 55



ฟา ฟ่า ฟ้า ฟ๊า ฟ๋า

Friday, July 9, 2010

UEC's Camp: Do you proud in your country?

Konbanwa ค่ะเพื่อนๆ ฟ้ากลับมาแร้ว อิอิ

หลังจากที่ผ่านพ้นสัปดาห์นรกไปได้แบบฉิวๆ ก็เลยขอชะแว๊บบมาเขียนบล๊อคซะหน่อย อิอิ ไม่ได้จะมาบ่นเรื่องงานเยอะนะ แต่จะมาเล่าเรื่องไปแคมป์ให้ฟัง ^.^ (หรืออ่านนั่นแหละ 55+)

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (3-4 กรกฎาคม) ได้มีโอกาสไปค่าย ทำกิจกรรมร่วมกับคนญี่ปุ่น ไม่แน่ใจว่าค่อยมันชื่ออะไรกันแน่ ขอเรียกว่า UEC's camp ละกันเนอะ ค่ายนี้มันก็ประมาณว่า ให้เด็กโครงการ JUSST(International student) ไปเข้าค่ายทำกิจกรรมกับเด็กญี่ปุ่นที่กำลังจะไปต่างประเทศช่วงปิดเทอม summer(สิงหา, กันยา) จำนวนคนที่ไปทั้งหมดก็ประมาณ 80 คน ก่อนจะไปบอกได้เลยว่าไม่อยากไปเลย เพราะว่าอาทิตย์นี้งานส่งเยอะมาก ยังจะให้ไปค่ายอีก จะเอาเวลาที่ไหนมาทำงานเนี่ยยย (โวยวายๆ) แต่ก็ต้องไปเนอะ

เช้าวันเสาร์ เค้าก็นัดรวมที่ P-building ตอนไปถึงก็มีคนญี่ปุ่นรออยู่เยอะเหมือนกัน ก็ทักทายไปแต่คนที่ลง cross-culture ด้วยกัน คนอื่นก็มิกล้าไปทัก ฮ่าๆ ระหว่างนั่งรอเซนเซ ก็นั่งเม้าท์ ถ่ายรูปอะไรกันไปตามเรื่อง พอเซนเซมา เค้าก็แบ่งกลุ่มให้ ส่วนใหญ่เด็กญี่ปุ่นที่จะไปประเทศอะไร ก็จะได้มาอยู่กลุ่มเดียวกับเด็กประเทศนั้น เราก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกับปอย แล้วก็เด็กญี่ปุ่นอีกสองคน ที่จะไปลาดกระบังตอนปิดเทอม ชื่อมาริเอะซัง กับ ชินทาโร่ซัง โดยสิ่งที่เซนเซมอบหมายให้เราไปทำกันในวันนั้นก็คือ ไปที่ Hashimoto แล้วก็ไปหาไรกิน ไปหาไรสนุกๆ เช่น คาราโอเกะ หรือเกมเซนเตอร์ แล้วก็ชอปปิ้ง หลังจากนั้นให้หาทางไป Mitake station ให้ได้ แล้วก็ค่อยขึ้น cable car ไปที่ Mt.Mitake แล้วก็จะเจอพวกสตาฟที่นั่น

กลุ่มเราก็ไป Hasimoto ไปถึงก็ไปกินอูด้ง โซบะกัน ไม่แพงๆ แถมอร่อยด้วย อิอิ กินเสดจะไปหาอะไรเล่น ก็เดินๆ หาเกมเซนเตอร์กัน ไปถามคนญี่ปุ่น เค้าบอกเดินตรงไป เลี้ยวขวา พวกเราก็ไปตามที่เค้าบอก ปรากฎว่า "ไม่มี" กลายเป็นเดินวนกลับมาที่สถานีรถไฟเหมือนเดิม 55+ จะไปหาอะไรทำก็หมดเวลาละ กัวเด๋วไป Mitake ไม่ทัน เพราะเซนเซบอกไว้ว่า ถ้าไปไม่ทัน cable car เที่ยวสุดท้าย จะต้องเดินขึ้นเขาเอง โฮกกกก พวกเราก็เลยไปหาซื้อของกันก่อน ได้ตุ๊กตาตัวเล็กๆ กับลูกบอลกระดาษมา เสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อไป Mitake station ก็ไปถามเจ้าหน้าที่ที่สถานีเค้าเอา โชคดีที่ยังไปกันถูก อิอิ

ไปถึงไปเจอกับกลุ่มเจสัน แล้วก็หยางซุ่นพอดี ก็เลยไปพร้อมกัน ตอนขึ้นเขาแบบชันมากอ่ะ มองลงไป โครตน่ากัว ฮ่าๆ พอไปถึงบนเขา หมอกเยอะมาก แบบมองอะไรไม่เห็นเลย ขาวโพลนไปหมด เหอๆ พักกันพอหายเหนื่อยก็เดินต่อไปที่พัก ไปถึงเค้าก็ให้วาดเรื่องราวลงในกระดาษ ประมาณว่าไปทำอะไรมาบ้าง กลุ่มเราก็โม้ไปว่า ไปเต้นที่สถานีรถไฟมา พอตอนแสดงก็เต้นพริ้วให้เค้าดู ตอนแรกก็มีแค่สมาชิกในกลุ่ม แล้วก็เจสันมาแจม พอเต้นจบ เซนเซก็บอกให้สอนเพื่อนเต้น แล้วเด๋วจะให้ไปโชว์ให้เซนไปดู เลยกลายเป็นว่าทุกคนในค่ายได้รู้จักเพลงพริ้วของเราไปเลย ฮ่าๆ แถมยังบอกกันอีกว่า Thai people don't shy 55+

คืนนั้นก็นั่งกินขนม เม้าท์กันถึงดึกดื่น รู้สึกจะไปนอนตอนตีสี่ได้มั๊ง แต่ก็สนุกดี นั่งคุยกันบ้าๆ บอๆ กินจนตัวกลมเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ แอบคิดไปว่ามึนๆ หน่อยนึงด้วยวันนั้น เล่นลองกินคอกเทลเกือบทุกรสชาติ เกือบตายย ฮ่าๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เรากับปอยก็ได้รับมอบหมายให้สอนภาษาไทยคนญี่ปุ่นสี่คน ที่จะไปไทย โดยที่พี่โอ๋จะต้องไป participated กับ waterfall 55+ การสอนภาษาคนต่างชาติเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะเค้าไม่ได้มีเสียงเยอะๆ เหมือนเรา ญี่ปุ่นมีแต่เสียง ยะ ยุ โยะ พอให้ออกเสียง "ญี่ปุ่น" เลยกลายเป็น อี้ปุ่นไปโดยปริยาย 55+ หลังจากนั้นพวกเด็กญี่ปุ่นก็ต้องไปอัดวิดีโอแนะนำตัวกัน แบบพูดภาษาไทย เซนเซก็ให้เราไปยืนข้างๆ เป็นพรายกระซิบ แล้วก็คอยให้กะลังใจ นักเรียนของเรา หุหุ

หลังจากนั้นก็เดินขึ้นไปบนเขา เพื่อไปดู shrine (น่าจะประมาณศาลเจ้า) เค้าบอกว่าที่นั่นเป็นวัดที่เก่าที่สุดในโตเกียว ก็สวยดีนะ แต่ฟังเค้าอธิบายประวัติศาสตร์แล้วก็ง่วงๆ 55+ บวกกับตอนนั้นหิวข้าวมาก ก็เลยแค่ enjoy กับความสวยงามของวัดเค้า

ตอนขากลับก็ให้แยกย้ายกันกลับเอง กลุ่มที่กลับมาพร้อมกันมีประมาณเกือบยี่สิบคน แล้วก็ค่อยๆ หายไปตามทาง สุดท้ายกลับมาถึงมหาลัย ก็เหลือไม่ถึงสิบคน 55 เหนื่อยมาก หลับเปนตายเลยทีเดียว 55

สรุปว่าค่ายนี้ก็ได้อะไรหลายอย่างมากๆ ที่สำคัญคือเพื่อนดีๆ ถ้าไม่มีค่ายนี้ คงไม่มีโอกาสได้รู้จักคนญี่ปุ่นเยอะๆ อย่างนี้ ไม่เสียดายเลยที่เอาเวลาทำงานไปค่ายนี้มา หุหุ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

คำศัพท์ญี่ปุ่นจ่ะ
เซนเซ = อาจารย์
เซนไป = รุ่นพี่

ไปแระเพื่อนๆ

บั๊บบายค่าาาา

Thursday, June 10, 2010

My life (my right)

หลังจากที่ไม่ได้อัพบล๊อคมานานแสนนาน วันนี้ตื่นเช้า ยังไม่ถึงเวลาเรียน ก็เลยอยากจะมาเขียนซักหน่อย ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรสำคัญ แค่อยากจะเล่าชีวิตบ้าๆ บอๆ ให้ฟัง อิอิ

ก่อนจะมามีคนหลายคนก็ถามว่า คิดยังไงถึงมา เสียเวลาตั้งปีนึงนะ ตอนนั้นก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน มันไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะต้องจบช้า มันแค่รู้สึกเล็กๆ ที่จะไม่ได้จบพร้อมเพื่อน แล้วอีกหนึ่งปีที่ต้องมาเรียนต่อ ก็จะภาษาญี่ปุ่นไม่มีเพื่อนที่คุ้นเคยนั่งอยู่ด้วยกันแล้ว แต่ก็นั่นแหละ เวลาแค่ปีเดียว เด๋วมันก็ผ่านไปแล้ว เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะต้องเสียไป บวกลบกับสิ่งที่ได้มา ก็ถือว่าคุ้มมากๆ สำหรับใครที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ขอแนะนำว่าให้ลองไปซักครั้งในชีวิต ไปดู ไปเห็นว่าคนในประเทศเค้าอยู่กันยังไง ประเทศเค้ามีอะไรที่ประเทศเราไม่มี แล้วเราจะรู้ว่าทำไมประเทศเราถึงเป็นอย่างทุกวันนี้ ^^" (หยุดไว้แค่นี้ละกัน 55)

นี่ก็มาอยู่ได้สองเดือนกว่าแระ ภาษาญี่ปุ่นก็เริ่มได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากเรียนหนักพอสมควรกับวิชานี้ แถมยังมีควิชทุกครั้งที่เรียน แล้วก็ยังมีเพื่อนคนญี่ปุ่น เพื่อนต่างชาติ ให้คุยเล่นฝึกภาษากันสนุกสนาน (รึป่าว หุหุ) ภาษาอังกฤษก็เริ่มพัฒนาไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ดีท่าที่ควร หุหุ เวลาทำรายงานทีก็มานั่งปวดหัว ว่าจะอธิบายยังไงดี โชคดีที่พี่ติวเตอร์เราใจดีมากๆ ก็เลยไม่อะไรเท่าไหร่

พูดถึงเรื่องรายงาน ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยนหัวข้อ Research ใหม่ เนื่องจากอันเก่าที่อยากทำ (Comparison of CBIR algorithm) มันกว้างเกินไป ตอนแรกก็ว่าจะทำเรื่องเดิมแต่ลด scope แต่พอดีพี่ติวเตอร์ของเราอยู่สายเน็คเวิร์ค เค้าก็เลยแนะนำให้ทำเกี่ยวกับเน็ตเวิร์ค ตอนแรกก็ไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับ Optical Network ก็ไปนั่งฟังพี่เค้าอธิบายเกี่ยวกับโปรเจคเค้า ก็เลยพอเก็ทมาบ้างและ เลยเปลี่ยนไปทำ Dynamic Selection Algorithm for Optical Package Switch with Parametric Wavelength Converters หุหุ ชื่อ research มันจะยาวไปไหนก็ไม่รู้ งงกันล่ะสิว่าทำเรื่องอะไร ก็ประมาณว่าคิด algorithm ที่จะเอาไปประยุกต์ใช้กับ
Optical Package Switch ได้อ่ะ ถ้าจะเล่าก็จะยาววย๊าวยาว ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่อง research โดนเฉพาะให้ฟังเลยละกันนะจ๊ะ อิอิ

ตอนนี้ก็ปรับตัวได้พอสมควรแล้วกับการใช้ชีวิตที่นี่ ตื่นเช้ามาต้องเช็กพยากรณ์อากาศก่อนจะออกไปข้างนอก เพราะอากาศที่นี่แปรปรวนมากๆ นึกจะร้อนก็ร้อน นึกจะหนาวก็หนาว นึกจะฝนตกก็ตกมาเฉยๆ แต่ก็ยังโชคดีที่พยากรณ์อากาศที่นี่เค้าแม่นมากๆ บอกว่าฝนตกก็คือตก บอกว่าแดดออกก็คือออก อิอิ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมาพักนึงแระเนี่ย เด๋วเสาร์นี้จะเข้าเมืองไปช๊อปปิ้งซะหน่อย 55 พอดีจะมีงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย ไม่รู้จะมีขนมจีนขายรึป่าว แอบอยากกิน 55

เขียนมาเรื่อยเปื่อยไม่เปนเรื่องเปนราวเลยเนอะ หุหุ ไปเรียนดีก่า เปิดเทอมแล้วตั้งใจเรียนนะคะเพื่อนๆ ทุกคน ^_^

FaH

Monday, May 24, 2010

Cookie cake

こんにちわ สวัสดีค่าาาา ทุกคน,, อิอิ

ห่างหายจากการอัพบล๊อคไปนาน เพราะมัวแต่เที่ยวเตร่ อิอิ ตอนนี้สุขสบายดีค่าาา กินดีอยู่
ดี อ้วนพีกันเลยทีเดียว หุๆ พอดีว่าเอารูป cookies cake ไปอัพใน facebook แล้วเพื่อนๆ ก็เรียกร้อง ถามหาวิธีทำกัน ก็เลยขอเอามาแจกจ่ายต่อซักหน่อย ^^

ขนมหวานอันนี้ไม่ทราบว่าแท้จริงมันชื่ออะไร เห็นมันทำมาจากคุ้กกี้ก็เลยขอเรียกว่า Cookies cake ละกันเน้อ ไม่ค่อยคิดเลย ฮ่าๆ สูตรนี้ได้มาจากเพื่อนข้างห้อง เป็นคนเอสโตเนีย เห็นเค้าทำให้รุ่นน้องเค้าในวันเกิด กินแล้วประทับใจมาก เลยถามเค้าว่าทำยังไง วิธีทำก็แสนจะง่าย แถมกินได้อร่อยดี อ้วนเอาๆ เอิ๊กๆๆ


วัตถุดิบ:
- Butter cookies แบบสี่เหลี่ยม (ใช้รสอื่นก็ได้ แต่จากที่ลองเหมือนอันนี้จะดีที่สุด)
- โยเกิร์ตสด (หน้าตามันจะคล้ายๆ ชีสหน่อย)
- แยม รสอะไรก็ได้
- ผลไม้สำหรับตกแต่งหน้า (ไม่ต้องมีก็ได้)

วิธีทำ:

เอาคุ้กกี้มาวางเรียงกัน ในแนวนอน จากนั้นเอาโยเกิร์ตทาให้ทั่ว



จากนั้นก็เอาคุ้กกี้มาวางทับไปอีกชั้นนึง

แล้วก็ทาแยมให้ทั่วคุุ้กกี้ชั้นบน แล้วก็เอาคุ้กกี้มาวางทับอีกชั้นนึง

ทาทับชั้นบนสุดด้วยโยเกิร์ตอีกทีนึง แล้วก็ตกแต่งตามใจชอบ

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ อิอิ ง่ายมาก


เวลาทานก็เอามีดหันเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ค่ะ ตอนหั่นมาแล้วเห็นเป็นชั้นๆ จะน่ากินมากๆๆๆ อิอิ เพื่อนๆ ไปลองทำกันดูน้า ถ้าไม่มีโยเกิร์ตสด ก็ใช้โยเกิร์ตธรรมดาน่าจะได้แหละ ไม่ก็ใช้วีปครีมแทน หุหุ จะได้อ้วนๆ กันถ้วนหน้า ^___^

ไปทำรายงานต่อแล้วค่าาา

ไว้เจอกันใหม่ คิดถึงๆ

フアー FaH